ระบบเชื่อมโยงแหล่งการเรียนรู้    |   หน้าหลัก    |   เว็บบล็อก    |   คู่มือสำหรับการฝึกอบรม    |   คู่มือระบบเชื่อมโยงฯ
ค้นหา :
เล่าเรื่องเมืองพยัคฆ โดย YANA91

ประวัติเมืองพยัคฆภูมิพิสัย

ราวรัตนโกสินศก ๑๐๒ (ตรงกับปีพุทธศักราช ๒๔๒๖)  
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
     พระรัตนวงศา(คำสิงห์) เจ้าเมืองสุวรรณภูมิดำหริเห็นว่า ควรตั้งเมืองใหม่ขึ้นอีกสักเมือง เพื่อสะดวกแก่การปกครอง จึงให้ท้าวเดช และท้าวเทศ สองพี่น้องผู้บุตร นำใบบอกไปกราบทูลขอตั้งเมืองขึ้นที่ บ้านเมืองเสือซึ่งเป็นเมืองเก่าสมัยขอม แต่ได้ร้างไปนาน ต่อมาภายหลัง ได้เกิดหมู่บ้านเล็ก ๆ ขึ้นได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านเมืองเสือ เป็นเมืองพยัคฆภูมิพิสัย และโปรดฯให้ท้าวขัติย(เดช)เป็นพระศรีสุวรรณวงศา (ต้นตระกูล  รัตนวงศะวัต  ในกาลต่อมา) เป็นเจ้าเมืองคนแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ (ร.ศ. ๙๘)
 
พระศรีสุวรรณวงศา (เดช)ได้นำไพร่พล ช้าง ม้า  วัว ควาย  เสบียงอาหาร และยุทธปัจจัย   ตามพระกระแสรับสั่งในพระพุทธเจ้าหลวงมาก่อสร้างเมืองใหม่ ในเขตทุ่งกุลาร้องให้ ทางด้านทิศตะวันตก โดยถือเอาบริเวณที่ตั้งของบ้าน“เมืองเสือ”หรือบ้านเหล่าเสือ อันเป็นแหล่งชุมชนใหญ่ในครั้งนั้น เป็นที่ตั้งเมืองด้วยเหตุนี้ อำเภอ “พยัคฆภูมิพิสัย”จึงอาจถือเอาตามนามเดิมของบ้านเหล่าเสือ  โดยยึดถือเอาตามรากศัพท์ในภาษาบาลี คือ  พยคฺฆ เป็นหลักในการตั้งชื่อเมือง
ครั้นพระศรีสุวรรณวงศา    ได้นำไพร่พล ช้าง ม้า วัว ควาย เสียงอาหารและยุทธปัจจัย มายังบ้านเมืองเสือ หรือบ้านเหล่าเสือ เห็นชัยภูมิในการก่อตั้งเมืองใหม่ ไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง เนื่องด้วย เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำก็จะหลากท่วมพื้นที่ทำการเกษตรและพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เมื่อถึงฤดูแล้ง น้ำก็จะแห้งขอดทำให้ราษฎร วัว ควาย เดือดร้อน การเกษตรเสียหายเป็นประจำ
 
            เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้นแล้ว พระศรีสุวรรณวงศา จึงย้ายขบวนไพร่พล ช้าง ม้า วัว ควาย เดินทางออกจากบ้านเมืองเสือหรือบ้านเหล่าเสือมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือจนมาถึง  ณ  ที่แห่งหนึ่ง ถือว่าเป็นที่อันควรแก่การตั้งเมืองใหม่ ณ  ที่ดังกล่าวนั่นก็คือ  บ้านนาข่า อำเภอวาปีปทุม ในปัจจุบัน หากแต่นามเมืองก่อสร้างใหม่ยังถือเอานามเดิมของเมืองเสือ ตามพระราชประสงค์ของพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งครั้นการก่อสร้างเมืองจึงได้ตั้งชื่อว่า “เมืองพยัคฆภูมิพิสัย” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
 
เมืองพยัคฆภูมิพิสัยเมื่อคราวก่อสร้างเมืองใหม่ยังขึ้นตรงต่อมณฑลอุบลราชธานีในเวลานั้น ต่อมาเมื่อกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์มลฑลอุบลราชธานีออกตรวจเยี่ยมเยือนทุกข์สุขของประชาชน ในเขตรับผิดชอบ ได้เดินทางมาถึงเมืองวาปีปทุม เจ้าเมืองวาปีปทุมครั้งกระนั้นจึงได้ทูลร้องเรียนว่า เจ้าเมืองพยัคฆภูมิพิสัยนำไพร่พลมาสร้างเมืองในเขตพื้นที่ของตนและไม่ได้ปฏิบัติตามพระราชประสงค์ ครั้นเมื่อกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ได้ทราบเช่นนั้น จึงมีพระบัญชาให้เจ้าเมืองพยัคฆภูมิพิสัยและเจ้าเมืองวาปีปทุมเข้าพบเพื่อสอบสวนความจริง เจ้าเมืองทั้งสองเมื่ออยู่ต่อหน้าข้าหลวงต่างพระองค์จึงทูลตอบคำถามและข้อตกลงไกล่เกลี่ยกันตามประสงค์ โดยเจ้าเมืองพยัคฆภูมิพิสัย ยอมย้ายเมืองใหม่มาอยู่ในเขตการปกครองของตน  ณ  บริเวณบ้านปะหลาน ตำบลปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ในปัจจุบัน และได้ทำการก่อสร้างเมืองใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยไม่ได้ย้ายไปที่ใดอีก 
 
เมืองพยัคฆภูมิพิสัยภายหลังที่ย้ายมาอยู่ที่ทำการเมือง ณ บ้านปะหลาน ตำบลปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย ในปัจจุบันก็มีเจ้าเมืองปกครองสืบต่อกันมามิได้ขาด ราษฎรต่างก็อยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า ข้าวปลาอาหาร อุดมสมบูรณ์ มีการทำมาค้าขายกับต่างเมืองและไปมาหาสู่กันระหว่างเมืองอยู่เสมอ จนถือได้ว่าเมืองพยัคฆภูมิพิสัย  เป็นเมืองศูนย์กลางของการค้าขาย และการเดินทางสะดวกตั้งแต่นั้นมา
 
ต่อมา ราวรัตนโกสินทรศก ๑๑๖ (ตรงกับปีพุทธศักราช ๒๔๔๐) เมืองพยัคฆภูมิพิสัยถูกเปลี่ยนฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดมหาสารคาม ขึ้นต่อมณฑลร้อยเอ็ดในขณะนั้น
จุดที่ตั้งเมือง (ที่ว่าการเมืองและจวนเจ้าเมือง)แห่งแรก อยู่บริเวณต้นค้างคาว ถนนกลางเมือง บ้านปะหลาน (หมู่ที่ ๒) และบ้านเมืองเก่า (หมู่ที่ ๑๕)
 
ตำนานบ้านปะหลาน
ตำนาน แม้จะเป็นเรื่องราวนมนาน ที่เล่ากันสืบๆนาก็ตาม แต่ตำนานก็เป็นหลักฐานประเภทหนึ่งทางประวัติศาสตร์ คือเป็นหลักฐานประเภทคำบอกเล่า ซึ่งเราจะได้ข้อเท็จจริงเรื่องราว่างๆนานในอดีต เป็นสีสันประดับปัจจุบันได้พอประมาณ
จากคำบอกเล่าของ คุณยายดี ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งในจำนวนผู้อพยพจากบ้านนาข่า มาพร้อมกับพระศรีสุวรรณวงศา ตั้งเมืองพยัคฆภูมิพิสัยที่บ้านปะหลานแห่งนี้
คุณยายเล่าว่า ... มาพบวันแรกแสนอัศจรรย์ เพราะบ้านปะหลานเป็นเกาะ มีน้ำล้อมรอบสวยงามมาก ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่ของชาวเขมรท่านเจ้าเมืองขอร้องให้ชาวเขมรไปอยู่ที่อื่นเช่น ไปอยู่บ้านโนนสูง อันเป็นเกาะเล็กๆ ทางตะวันตกของเกาะบ้านปะหลาน ไปอยู่บ้านเมืองเสือ บ้านยางเป็นต้น
คุณยายดี สงสัยนัก ทำไมชื่อบ้านปะหลาน จึงได้ถามเขมรเก่าแก่ ได้รับคำตอบว่า ... มียายกับหลาน แบกจอบไปหาของป่า เช่น ขุด-สับยอดหวาย หน่อไม้ มาทำอาหาร  พอดีไปเจอช้างตัวหนึ่งเกิดความกลัวสุดขีด ยายจันมือหลานได้ก็วิ่งหนีรอบโพน-โพนหนึ่ง (โพน ภาษาอีสาน หมายถึงจอมปลวกหรือเนินดิน)หลานกลัวช้างมาก เห็นยายวิ่งช้า จึงสะบัดแขนหลุดจากยาย หลานวิ่งหนีไปทางหนึ่ง ยายก็ไปอีกทาง หลานเคราะห์ร้ายถูกช้างเหยียบตาย ยายเสียใจมาก แทนที่จะแบกจอบกลับบ้าน กลับลากจอบกลับบ้าน ลากไปร้องไป ด้วยความเสียใจ อาลัยอาวรณ์หลาน เลยเกิดเป็นคลองขึ้นมา เรียกว่า คลองจอบ จนทุกวันนี้ และบ้านที่ยายอยู่จึงได้ชื่อว่า  บ้านปะหลาน ตราบเท่าปัจจุบัน เช่นกันปัจจุบันมีหลายตำนาน บ้างก็ว่า “ปู่ปะหลาน”
คำว่า  “ปะ” เป็นภาษาอีสาน แปลว่า “ทิ้ง” แต่ “ปะ” ในภาษาไทยกลางแปลว่า “พบ” ดังนั้น “บ้านปะลาน” ก็คือ “บ้านทิ้งหลาน” ไม้ใช่บ้านพบหลาน อย่างคนเข้าใจ
คุณยายทา   ตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ (ท่านเสียชีวิต เมื่อ ๙ มิถุนายน ๒๕๑๕ อายุ  ๙๓ ปี)ท่านเล่าเรื่องการอพยพสร้างเมืองให้ผู้เขียนฟังว่า ... ท่านเป็นลูกสาวของพ่อเดชและแม่สุวรรณา ได้อพยพจากสุวรรณถูมิ มากลับพ่อ กับแม่ เพื่อสร้างเมืองใหม่ พอมาถึงบ้านนาข่า ก็ตั้งเมืองที่นั่น อยู่ที่นั่นหลายปี จึงได้อพยพอีกครั้งจนมาถึงบ้านปะหลาน ก็ตั้งเมืองที่นั่น ตั้งเมืองขึ้นตรงริเบณต้นค้างคาว ขณะนั้น คุณยายทา อายุประมาณ  ๑๔ ปี กำลังเป็นสาวแวง ๆ ต้นค้างคาวก็สูงประมาณ ๑๔-๑๕ เมตร อายุต้นค้างคาว ก็ราว ๑๕-๑๖ ปี ผู้เขียนถามบ่อยครั้ง ท่านก็เล่าเหมือนเดิม ไม่เคยมีสักครั้ง ที่บอกกว่า จากสุวรรณภูมิมา ก็ไปบ้านเมืองเสือ แล้ววกกลับขึ้นเหนือ ไปบ้านนาข่า และกลับลงมาอีกที่บ้านปะหลาน
 
ประเด็น พ.ศ. ที่ไม่ตรงกันนั้น ผู้เขียนคิดว่า ฝ่ายหนึ่งยึดถือ ตาม พ.ศ. ที่โปรด เกล้าฯตั้งเมืองและแต่งตั้งเจ้าเมือง อีกฝ่ายหนึ่งอาจยึดตาม พ.ศ. ที่ตั้งเมืองสำเร็จแล้วที่บ้านนาข่า ซึ้งห่างกันไม่มากเพียง ๔ ปีเท่านั้น
อีกประเด็นหนึ่ง จากหนังสือประวัติศาสตร์สาน ของ เติม วิภาคย์จนกิจ บอกว่า ... จึงได้ย้ายเมืองพยัคฆภูมิพิสัยจากบ้านนาข่า ไปตั้งที่บ้านปะหลาน ใกล้เคียงกับบ้านเมืองเสือ ที่กำหนดไว้เดิม คือที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยในปัจจุบัน
ท่านผู้เขียน ( เติม วิภาคย์พจนกิจ ) อาจจะย่อเกินไป ไม่ลงรายละเอียด หรืออาจจะข้าใจเช่นนั้น ไม่ทราบได้ ที่ถูกต้อง สถานที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอทุกวันนี้ เป็นแห่งที่ ๓. แห่งแรก บริเวณต้นค้างคาว โดยเจ้าเมือง-พระศรีสุวรรณวงศา (พ.ศ.๒๔๒๒-๒๔๕๐)ว่าตามที่ทรงโปรดเกล้าฯ ถ้าว่าตามบ้านนาข่า ก็ พ.ศ.๒๔๒๖ ถ้าว่าที่ตั้งบริเวณต้นค้างคาวก็ พ.ศ. ๒๔๓๖) แห่งที่ ๒ บริเวณต้นโพธิ์ (ปัจจุบันคือศาลหลักเมือง) นายอำเภอชื่อ รองอำมาตย์โทหลวงไสยบัณฑิตย์ (ลิ วงกาไสย). . . (พ.ศ. ๒๔๕๐-๒๔๕๔)
เนื่องจาก ราว ร.ศ. ๑๑๖ (พ.ศ. ๒๔๔๐) เมื่องพยัคฆภูมิพิสัย ถูกลดฐานะลงเป็นอำเภอ อำเภอหนึ่งของจังหวัดมหาสารคาม ขึ้นตรงต่อมณฑลร้อยเอ็ด ดังนั้น เมืองพยัคฆภูมิพิสัย จึงมีเจ้าเมืองเพียงคนเดียว คือ พระศรีสุวรรณวงศา (ท้าวขัติย- เดช) หลังจากนั้นก็เป็น “นายอำเภอ”
*ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น : กรณีศึกษาประวัติเมืองพยัคฆภูมิพิสัย **

 

     Learning Resources Linkage System  |  ห้องสมุดประชาชนอำเภอป่าติ้ว ถ
Loading...