ระบบเชื่อมโยงแหล่งการเรียนรู้    |   หน้าหลัก    |   เว็บบล็อก    |   คู่มือสำหรับการฝึกอบรม    |   คู่มือระบบเชื่อมโยงฯ
ค้นหา :
นิทานพื้นบ้านเวียดนาม-จอมกะล่อน
          กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คนพากันเรียกว่า จอมกะล่อน เขาเป็นเด็กฉลาด  แต่ก็เหมือนกับชื่อของเขาที่บอกกล่าวไว้ล่วงหน้า คือ เขาใช้ความฉลาดส่วนใหญ่ไปในการเที่ยวพูดโป้ปดมดเท็จต่างๆนานา  เขาสนุกสนานกับการหลอกคนอื่นได้รอบบ้าน ไม่มีผู้ใดรอดจากการเป็นเหยื่อให้เขาหลอกต้มไปได้เลย  แม้แต่ป้าและลุงผู้ซึ่งเลี้ยงเขามาจนเติบใหญ่หลังจากพ่อแม่ของเขาตายจากไป 
 
          วันหนึ่งลุงของเขาออกไปไถนา  ซึ่งอยู่ห่างจากบ่านไปไม่ไกลนัก  ส่วนป้าก็อยู่บ้านทำงานบ้าน  ขณะที่เขาเฝ้าดูป้าทำอะไรง่วนอยู่ในครัว  พ่อจอมกะล่อนก็เกิดความคิดแวบขึ้นมา  นึกกลวิธีที่จะล้อป้าและลุงของตนออกมาได้อย่างหนึ่ง  เขารีบย่องออกจากบ้านวิ่งไปท้องนาที่ลุงกำลังไถอยู่ 
 
          "ลุงครับ ลุง"  เขาตะโกนเรียกลุงเมื่อเขาวิ่งไปถึงนา 
 
          "กลับบ้านเดี๋ยวนี้เร็วๆเข้า ป้าตกกระไดลงมา เลือดโชกทีเดียว ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี" 
 
          ลุงเผ่นผลุงกลับบ้านทันทีโดยไม่ทันพูดอะไรสักคำ  แต่พ่อจอมมุสากลับวิ่งไปตามทางลัดตัดถึงบ้านก่อนหน้าลุงจะไปถึง  เขาวิ่งถลันเข้าไปในบ้าน ตะโกนลั่น 
 
          "ป้าครับป้า ลุงถูกควายขวิดที่ท้องนาแน่ะ  ดูเหมือนขวิดเอาท้องทะลุเลย  ไปเร็วๆเถอะครับเดี๋ยวลุงจะตายเสีย" 
 
          เขาพูดยังไม่ทันจบ  ป้าก็วิ่งถลาออกจากบ้านไปแล้ว  เขามองตามหลังป้าไปแล้วก็หัวเราะยิงฟันสนุกสุขใจเป็นกำลัง  และเข้าไปหลบซ่อนอยู่หลังบ้าน 
 
          ป้าออกวิ่ง  วิ่งอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ขาจะพาตัวแกไปไหว  กระนั้นก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ทันใจ  พอถึงหัวเลี้ยวตรงมุมถนน  ป้าก็ชนโครมเข้าให้กับใครคนหนึ่ง  สามีของป้านั่นเอง  กำลังหอบแฮ่กๆเหงื่อโซมกาย  ทั้งคู่มองดูกันอย่างตะลึงพรึงเพริดพูดไม่ออก 
 
          "ไอ้จอมโกหกนั่นอีกแล้ว"  ทั้งสองคนรู้ทันทีว่าโดนเล่ห์เก๊ของเจ้าหลานชายเข้าอีกแล้ว  ทั้งลุงและป้าโมโหโกรธาใหญ่ 
 
          "ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเสียทีที่จะยอมให้อ้ายตัวร้ายมันหลอกเรา" ลุงพูดออกมา 
 
          แล้วทั้งสองคนก็เข้าบ้าน  พบพ่อจอมกะล่อนซ่อนอยู่หลังบ้าน  จึงลากตัวมาใส่ลงในกรงไม้ไผ่กรงใหญ่  ปิดฝาเสียแน่นหนา 
 
          "อยู่ในนี้แหละ  จนกว่าตะวันจะตกดิน"  ลุงว่า  "แล้วป้าของเจ้ากับข้าจะลากกรงไปโยนลงแม่น้ำ  เจ้าจะได้ไม่เที่ยวพูดโกหกพกลมหลอกใครๆอีก" 
 
          ตกเย็นป้าและลุงก็หามกรงไปที่แม่น้ำ  ขณะที่โยนลงในแม่น้ำ  พ่อจอมกะล่อนก็ร้องออกมาว่า 
 
          "คุณลุงคุณป้าครับ  ผมรู้ตัวว่าผิดไปแล้ว  ผมก็พร้อมแล้วที่จะก้มหน้ารับโทษ  แต่ได้โปรดทำอะไรให้ผมสักอย่างเป็นครั้งสุดท้ายเถิดครับ  ผมมีหนังสือเล่มหนึ่ง  ชื่อศิลปะแห่งการพูดปด  ผมแอบเก็บไว้ข้างหลังกระบุงข้าวที่ในบ้าน  ขอหนังสือเล่มนั้นให้ผมก่อนเถิดครับ  ผมจะได้เอาไปอ่านในนรกด้วย" 
 
          ทั้งลุงทั้งป้าต่างก็ไม่ใจร้ายที่จะปฎิเสธคำขอร้องสุดท้ายของหลานชายได้ลงคอ  นอกจากนั้นลุงก็ชักอยากจะรู้ว่าหนังสือเล่มนั้นบอกไว้ว่ากระไรบ้าง  ลุงและป้าจึงกลับบ้านไปเอาหนังสือมาให้หลานชาย ขณะที่ยอดกระล่อนคอยอยู่ในกรง  ชายตาบอดคนหนึ่งก็เดินมาตามริมแม่น้ำ  เด็กหนุ่มก็ตะโกนเรียก 
 
          "คุณตาบอดครับ  โปรดมาทางนี้หน่อยครับ  ถ้าคุณอยากให้นัยน์ตามองเห็นอีก"  
 
          ชายตาบอดได้ยินเสียงเรียกก็คลำทางมาที่กรงไม้ไผ่  เด็กหนุ่มก็บอกว่า  
 
          "เร็วๆหน่อยครับ  รีบแก้เชือกที่ฝากรงก่อน  แล้วผมจะบอกวิธีรักษาตาของคุณให้หายบอด"
 
         ชายตาบอดเอามือคลำๆกรงไป  จนในที่สุดก็จัดการเปิดฝาออกมาได้  ทันทีที่ฝากรงเปิด  พ่อจอมกระล่อนก็กระโดดผลุงออกจากกรงวิ่งอ้าวไปเสียแล้ว เมื่อลุงกับป้ากลับมาหมายจะบอกหลานชายว่าหาหนังสือไม่พบ  หลานชายก็หายไปจากกรงเสียแล้ว  เห็นแต่ชายตาบอดมายืนอยู่แทนที่  คอยรับรู้ว่าจะรักษานัยน์ตาด้วยวิธีใด  ทั้งสามคนโดนตุ๋นอีกครั้งหนึ่งจนได้ 
 
          ยอดกระล่อนวิ่งฝ่าเข้าไปในกอไม้ไผ่กอหนาใกล้แม่น้ำนั้น  ขณะที่เขาเดินเที่ยวสำรวจหาทางออกจากกอไผ่  บังเอิญไปพบหม้อเก่าๆเข้าใบหนึ่ง  ในหม้อมีทองคำเต็ม  โชคดีเสียนี่กระไร  เขาเอาทองกลับบ้านไปให้ป้ากับลุง 
 
          น่าขอบใจมหาสมบัตินั่นแท้ๆ  ครอบครัวของเขาร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว  ตอนนี้ป้ากับลุงยอมรับแล้วว่า  ยิ่งดุด่าหลานชายเท่าใด  ก็ไม่ทำให้เด็กคนนั้นเปลี่ยนนิสัยของเขาได้เลย  ทั้งสองคนจึงคิดว่า  บางทีถ้าเราหาผู้หญิงที่ดีๆ  ให้แต่งงานกับมันสักคนหนึ่ง  เจ้าเด็กหนุ่งนี่อาจยุติการปั้นน้ำเป็นตัว  เลิกเที่ยวเตร่ไม่ทำการทำงานเสียได้กระมัง 
 
         แกจึงให้หลานชายแต่งงานกับสาวนางหนึ่งในหมู่บ้าน  ดูท่าว่าการแต่งงานจะช่วยแก้ปัญหาไปได้ระยะหนึ่ง  แต่สองสามเดือนต่อมาป้าและลุงเกิดตายลง  พ่อจอมกระล่อนเริ่มเที่ยวโป้ปดมดเท็จหลองโกงผู้คนต่อไปเหมือนอย่างเคยอีก 
 
          วันหนึ่งเขาเข้าไปเตร็ดเตร่อยู่ในป่า  ไปพบเอาลูกเสือสองสามตัวนอนอยู่บนหญ้า  เนื่องจากเขาเป็นหนุ่งนิสัยเลว  จึงจับลูกเสือเหล่านั้นมาหักอุ้งเท้ามันเสีย  ลูกเสือพากันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด  พลัน  เขาก็ได้ยินเสียงคำรามอย่างน่าสะพึงกลัวออกมาจากที่ใดที่หนึ่งใกล้ๆ  คงเป็นแม่ของลูกเสือเหล่านั้นนั่นเอง  จอมมุสาจึงรีบวิ่งไปแอบอยู่หลังพุ่มไม้... 
 
          ชั่วครู่ต่อมาเสือแม่ลูกอ่อนก็วิ่งมาหาลูก  พอเห็นลูกกำลังเจ็บปวดทุรนทุรายเพราะอะไร  มันก็คาบลูกไปที่โคนต้นไม้เล็กๆต้นหนึ่ง  ซึ่งมีใบสีเขียวๆ  มันทึ้งใบไม้สองสามใบจากต้นใส่ปากเคี้ยว  แล้วก็คาบใบไม้ในปากออกใส่อุ้งเท้าของลูกๆ แล้วพ่อยอดกระล่อนก็อัศจรรย์ใจเหลือ ที่ภายในไม่กี่นาทีแผลของลูกเสือก็หายเป็นปลิดทิ้งเจ้าหนุ่มคอยทีอยู่จนเสือทั้งแม่ลูกไปแล้ว  เขาก็ขุดต้นไม้นั้นนำมาบ้าน  เอามาปลูกในสนาม  ตั้งชื่อว่า ต้นไทร 
 
          นับแต่วันนั้นมา  เขาเฝ้าดูแลต้นไม้อย่างระวังระไว  บอกแก่ภรรยาว่า  เทพเจ้าให้ต้นไม้นี้แก่เขา  ใบของมันรักษาแผลได้ทุกชนิด  รักษาโรคภัยได้สารพัดแม้กระทั่งช่วยคนตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมาก็ยังได้  ขอให้ภรรยาของเขาคอยรักษาต้นไม้ให้สะอาดสะอ้าน  
         " อย่าเอาขยะมูลฝอยไปเทที่โคนต้นนะ  ถ้าขืนทำต้นไม้จะเหาะหนีไปเสีย เขาพร่ำเตือนแล้วเตือนอีก 
          แรกๆภรรยาก็ทำตามที่สามีบอก  แต่ไม่ช้านางก็ขัดใจกับสามีที่รักต้นไม้มากกว่าตัวนาง  นางเบื่อที่จะฟังคำเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าของสามีอลู่แล้วด้วย  วันหนึ่งเกิดวิวาทกันขึ้นเรื่องต้นไม้  นางจึงอารมณ์เสียสุดจะยับยั้ง  ตะโกนใส่เขาว่า  " ข้าจะเอาขยะไปเทใส่ต้นไม้เสียเมื่อไหร่ก็ได้  ถ้าข้าอยากจะทำ" 
 
          ด้วยความโมโหขึ้นมา  นางจึงเอาถังใส่ขยะเต็มออกไปจากครัว  เทพรวดลงไปที่โคนดังโครมใหญ่  ทันใดนั้นต้นไม้ก็เริ่มสั่นไหวไปทั้งต้น  ค่อยๆถอนรากถอนโคนขึ้นจากดิน  ค่อยๆลอยขึ้นไปในอากาศ จอมกระล่อนแลเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็วิ่งถลันไปที่ต้นไม้  เอามือฉวยรากยึดได้รากหนึ่ง  
 
          แต่ต้นไม้ก็คงลอยขึ้นไปเรื่อยๆลิ่วๆขึ้นสู่ท้องฟ้า  มีพ่อจอมกระล่อนห้อยต่องแต่งอยู่ที่รากไม้  ต้นไทรลอยลิ่วขึ้นไปจนในที่สุดก็ถึงดวงจันทร์  ต้นไม้จึงติดอยูในดวงจันทร์ตั้งแต่นั้นตลอดมา 
 
          ถ้าท่านมองดูอย่างพินิจพิเคราะห์ก็จะแลเห็นเงาต้นไทรปรากฎอยู่ภายในดวงจันทร์  มียอดกระล่อนนั่งพิงอยู่ที่โคนต้น  โดยเฉพาะในเวลาที่ท้องฟ้าใสสะอาด  และจันทร์เพ็ญทอแสงสุกสกาว  ประชาชนชาวเวียดนามว่าไว้ดังนี้ 
 
 
 
                            ************************************************ 
 


เอกสารที่เกี่ยวข้อง 
จอมกะล่อน
จอมกะล่อน
     Learning Resources Linkage System  |  ห้องสมุดประชาชนอำเภอป่าติ้ว ถ
Loading...